การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาพิเศษที่น่าจดจำในชีวิตของของแม่ทุกคน แต่กลับกันก็เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นระดับฮอร์โมนที่ปรับตัวอย่างรวดเร็ว การขยายของมดลูก การเพิ่มขึ้นของน้ำหนัก โดยเฉพาะการสะสมของไขมันในบางส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าท้อง ต้นขา สะโพก และต้นแขน ที่เกิดจากการขยายตัวของร่างกายช่วงตั้งครรภ์และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แม้จะพยายามลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายเพื่อให้รูปร่างกลับมาเฟิร์มเหมือนก่อนตั้งครรภ์ แต่ไขมันบางส่วนก็ยังคงสะสมแน่น และไม่ได้หุ่นในแบบที่ตัวเองหวังไว้ หรือในบางคนที่อาจไม่มีเวลามากพอในการดูแลตัวเองเพราะต้องทุ่มเทให้กับลูกน้อย จนอาจทำให้คุณแม่หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจกับรูปร่างของตัวเองไปเลย การดูดไขมันจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนให้ความสนใจ
หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในหมู่คุณแม่หลังคลอดก็คือ การดูดไขมันหลังคลอด ซึ่งเป็นหัตถการที่ช่วยกำจัดเจ้าไขมันสะสมที่เป็นปัญหากวนใจ และช่วยปรับสัดส่วนให้กลับมาสวยเหมือนก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าการดูดไขมันเป็นเรื่องของความสวยความงามเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดูแลรูปร่างหลังคลอดเองก็สามารถทำได้เช่นกันค่ะ แน่นอนว่าถ้าคุณแม่แฮปปี้ก็จะสามารถดูแลลูกและครอบครัวได้อย่างเต็มที่ และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ดังนั้นในบทความนี้จะพามาเจาะลึกอย่างละเอียดเรื่องการดูดไขมันหลังคลอด ปัญหารูปร่างคุณแม่แก้ได้อย่างไรกันค่ะ
การดูดไขมันหลังคลอด คืออะไร
การดูดไขมันหลังคลอด คือ การกำจัดไขมันส่วนเกินจากร่างกายเพื่อปรับรูปร่างให้กระชับ ด้วยการใช้เทคโนโลยีในการดูดเอาไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่มักสะสมไขมันหลังการตั้งครรภ์ เช่น หน้าท้อง สะโพก ต้นขา ต้นแขน และเอว เพื่อช่วยปรับรูปร่าง เสริมความกระชับ และคืนความมั่นใจให้กับคุณแม่หลังคลอดที่ไม่สามารถลดไขมันเฉพาะจุดได้ด้วยการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว
แน่นอนว่าคุณแม่หลังคลอดหลายคนคงเป็นกันใช่ไหมคะ เลี้ยงลูกเองตลอด 24 ชั่วโมงจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ยิ่งช่วงหลังคลอดร่างกายของผู้หญิงต้องใช้เวลาในการปรับสมดุลของฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดไขมันสะสมเรื้อรัง ซึ่งลดยากกว่าปกติ แม้ว่าคุณแม่จะมีน้ำหนักตัวลดลงแล้วก็ตาม การดูดไขมันจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการจัดการกับไขมันเฉพาะจุด และช่วยรูปร่างให้กลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนตั้งครรภ์ได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง
สาเหตุที่ทำให้คุณแม่มีหน้าท้องหลังคลอด
หลังการคลอด คุณแม่หลายคนอาจพบว่าหน้าท้องของตัวเองยังคงใหญ่ หย่อนคล้อย หรือดูเหมือนยังตั้งครรภ์อยู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ และเกิดจากหลายปัจจัยทั้งฮอร์โมน และสาเหตุอื่น แต่สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คุณแม่ยังคงมีหน้าท้องหลังคลอด ได้แก่
- การขยายตัวของมดลูก
ระหว่างการตั้งครรภ์ มดลูกจะขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวเพื่อรองรับทารก และแม้ว่าหลังคลอด มดลูกจะค่อย ๆ หดตัวกลับสู่ขนาดปกติ แต่กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรืออาจถึง 2–3 เดือน ส่งผลให้หน้าท้องยังดูป่องหรือใหญ่ในช่วงแรกหลังคลอดได้ค่ะ
- ไขมันสะสมช่วงตั้งครรภ์
ในช่วงตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จะผลิตฮอร์โมนต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้ร่างกายสะสมพลังงานในรูปแบบของ ไขมัน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง สะโพก และต้นขา เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองสำหรับการตั้งครรภ์และการให้นม ซึ่งไขมันเหล่านี้จะไม่หายไปง่าย ๆ หลังคลอด และอาจต้องใช้เวลา หรือการดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้ลดลงค่ะ
- กล้ามเนื้อหน้าท้องแยก (Diastasis Recti)
พบได้บ่อยหลังคลอด ซึ่งภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ปกติจะอยู่ติดกัน ถูกยืดออกและแยกจากกันในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากแรงดันจากมดลูกที่ขยายตัว เมื่อกล้ามเนื้อแยกออกจากกัน หน้าท้องจะยื่นออกมาคล้ายกับยังตั้งครรภ์อยู่ แม้จะคลอดลูกไปแล้ว ซึ่งการออกกำลังกายธรรมดาอาจไม่สามารถช่วยให้กระชับกลับมาได้ ต้องใช้วิธีฝึกกล้ามเนื้อเฉพาะทาง หรือในบางรายอาจพิจารณาทำศัลยกรรมร่วมด้วย
- ผิวหนังที่ยืดและสูญเสียความยืดหยุ่น
เมื่อตั้งครรภ์ ผิวหนังบริเวณหน้าท้องจะถูกยืดออกอย่างมาก หากร่างกายขาดคอลลาเจนหรือความยืดหยุ่นลดลงจากอายุหรือกรรมพันธุ์ ผิวหนังส่วนนี้อาจไม่สามารถหดกลับได้เหมือนเดิมหลังคลอด ทำให้หน้าท้องดูหย่อนคล้อยหรือเหี่ยวย่น
- ฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ
หลังคลอด ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะ ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งฮอร์โมนหลังคลอดส่งผลให้ระบบเผาผลาญเปลี่ยนแปลง ทั้งอารมณ์ ความเครียด ความเหนื่อยล้า และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ที่เป็นตัวแปรทำให้บางคนเผาผลาญน้อยลง ส่งผลให้ไขมันสะสมได้ง่ายขึ้น
- พฤติกรรมการใช้ชีวิตหลังคลอด
คุณแม่ส่วนใหญ่มักไม่มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ นอนน้อย เครียดจากการดูแลลูก และไม่มีเวลาบริหารร่างกายอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมเหล่านี้เองก็ยังส่งผลต่อการเผาผลาญไขมัน และอาจทำให้ไขมันบริเวณหน้าท้องคงอยู่ต่อไปนานขึ้น แถมยังสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยนั่นเองค่ะ

ดูดไขมันหลังคลอดได้จริงไหม
คำตอบคือ “ช่วยลดได้จริงค่ะ” ที่สำคัญยังเป็นการกำจัดไขมันแบบถาวรด้วยค่ะ ยิ่งถ้าใครที่มีวินัยสูงพอสมควรก็อาจทำร่วมกับการออกกำลังกายบ้าง หรือควบคุมอาหารร่วมด้วย รับรองว่าปั๊วะ ปัง ยิ่งกว่าก่อนตั้งครรภ์อีกค่ะ เพราะสำหรับการดูดไขมันหลังคลอดที่ถือเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่คุณแม่หลายคนใช้ในการกอบกู้ร่าง หลังจากการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในกรณีที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดที่ลดยาก เช่น หน้าท้อง เอว ต้นขา หรือสะโพก แม้ว่าจะพยายามควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายแล้วก็ตาม
แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ โดยทั่วไปแนะนำให้คุณแม่ดูดไขมันหลังคลอดเมื่อคลอดมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ก่อน และไม่มีภาวะให้นมบุตร หรือหยุดให้นมแล้วด้วยค่ะ
ตัวเลือกดูดไขมันหลังคลอดมีอะไรบ้าง
การดูดไขมันหลังคลอด ปัจจุบันได้กลายเป็นวิธีที่หลายคนเลือกใช้เพื่อกำจัดไขมันส่วนเกินตามจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยปรับรูปทรงของร่างกายให้ดูสวยงามขึ้น หุ่นดูลีน หุ่นเฟิร์มกระชับขึ้น ดังนั้นมาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง
- Vaser
ใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียง (Ultrasound) ในการสลายไขมันก่อนที่จะดูดออกจากร่างกาย โดยคลื่นเสียงจะทำให้ไขมันแตกตัวออกจากเนื้อเยื่อ เพื่อให้ง่ายต่อการดูดออกมาโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อรอบข้าง เช่น เส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยให้การดูดไขมันมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีความเสี่ยงน้อยลง เจ็บน้อย ช้ำน้อย ดูดไขมันได้ลึก แม่นยำ เหมาะกับคุณแม่ที่มีไขมันเฉพาะจุด และสามารถดูดไขมันได้ในปริมาณมากในคราวเดียว
- Ultra Z
Ultra Z ก็มีความคล้ายกับ Vaser เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์เช่นกัน แต่เป็นคลื่นที่มีความถี่ต่ำกว่า Vaser ทำให้เน้นความอ่อนโยนผิวมากกว่า จึงเหมาะกับคนที่มีผิวบางหรือกลัวเจ็บ ซึ่งเจ้าเครื่อง Ultra Z จะช่วยลดความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างดูดไขมัน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดและแผลไหม้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวไปพร้อมกัน ทำให้ผิวกระชับขึ้นหลังดูดไขมัน สลายไขมันได้ลึกและรวดเร็ว รอยช้ำหลังทำน้อยกว่า
- BodyTite
เป็นเทคโนโลยีดูดไขมันที่ผสานพลังงานคลื่นวิทยุ (RF – Radio Frequency) เข้าไปละลายไขมันในชั้นลึกพร้อม ๆ กับการกระชับผิวไปในตัว ข้อดีคือสามารถทำให้ผิวที่เคยหย่อนคล้อยกลับมากระชับขึ้นได้มากกว่าการดูดไขมันทั่วไป จึงเหมาะมากสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่มีปัญหาผิวหนังหย่อนยาน BodyTite ยังลดการเสียเลือด และช่วยฟื้นฟูผิวได้ดีขึ้นกว่าวิธีดั้งเดิม
- J-Plasma
J-Plasma หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Renuvion เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ใช้พลังงานพลาสมาเย็นผสานกับคลื่น RF ช่วยยกกระชับผิวได้อย่างล้ำลึกแบบไม่ต้องผ่าตัด แม้จะไม่ใช่เครื่องดูดไขมันโดยตรง แต่ก็มักถูกใช้ร่วมกับการดูดไขมันอื่น ๆ เช่น Vaser หรือ BodyTite เพื่อให้ผิวแนบกระชับกับร่างกายหลังดูดไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยหลังคลอด โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน หรือขา
การเตรียมตัวก่อนดูดไขมันหลังคลอด
การดูดไขมันเป็นหัตถการที่ช่วยให้คุณแม่หลังคลอดจัดการกับไขมันส่วนเกินที่ลดยาก และช่วยกระชับรูปร่างให้กลับเฟิร์มได้ แต่เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การเตรียมตัวก่อนทำถือว่า สำคัญมากเช่นกันค่ะ โดยเฉพาะในกรณีของคุณแม่ที่ร่างกายยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังคลอด
- รอให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ควรเว้นระยะ อย่างน้อย 6 เดือน–1 ปี หลังคลอด ก่อนเริ่มวางแผนดูดไขมัน
- หากยังให้นมบุตรอยู่ ควรหย่านมหรืออยู่ในช่วงที่ปริมาณนมน้อยลง เพราะฮอร์โมนยังมีผลต่อการฟื้นตัวของร่างกาย
- ควรให้น้ำหนักตัว กลับมาใกล้เคียงค่าปกติหรือคงที่แล้ว เพราะถ้าน้ำหนักยังสวิงขึ้นลงผลลัพธ์หลังดูดไขมันอาจไม่เท่าที่ควร
- ตรวจสุขภาพให้พร้อม อาจเป็นการให้แพทย์ประเมินการตรวจร่างกายพื้นฐาน เช่น ความดันโลหิต โรคประจำตัว การแข็งตัวของเลือด
- หากมีประวัติโรค เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือเคยผ่าคลอด ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้า
- อาจต้องตรวจเลือดเพื่อดูค่าเลือด ค่าตับ ไต เพื่อความปลอดภัยระหว่างผ่าตัด
- งดการรับประทานยาบางชนิด เช่นยาจำพวกแอสไพริน ยาแก้อักเสบ หรือวิตามินอี อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ก่อนทำ เพราะมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- หยุดทานอาหารเสริมบางชนิด เช่น น้ำมันปลา โสม กระชาย ฯลฯ ที่อาจทำให้เลือดออกง่าย
- งดการสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนเริ่มทำหัตถการ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงจากแผลติดเชื้อ อักเสบ และให้ร่างกายฟื้นฟูได้ดีขึ้น ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง
- พักผ่อนให้เพียงพอ ก่อนวันทำการดูดไขมันควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและพร้อมสำหรับการทำหัตถการ
- ปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด แจ้งประวัติการตั้งครรภ์ การผ่าคลอด หรือภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก
- ปรึกษาเรื่องเทคนิคที่เหมาะกับตัวเองอย่างละเอียด เช่น Vaser, BodyTite, หรือ J-Plasma
- วางแผนให้มีควรมีผู้ติดตาม และคนช่วยดูแลลูกในช่วงแรกหลังทำ เนื่องจากต้องพักผ่อนและเลี่ยงการยกของหนัก และในกรณีที่ต้องดมยาสลบอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวเล็กน้อยหลังจากทำเสร็จ ควรมีคนมาช่วยดูแล หรือขับรถพากลับบ้านหลังทำเสร็จ
- เตรียมชุดกระชับสัดส่วน เพื่อใส่หลังทำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากช่วยทำให้รูปร่างเข้าที่ได้ไวมากขึ้น ลดอาการบวมหลังทำ
- วางแผนหยุดงานหรือหยุดกิจกรรมหนัก ๆ ประมาณ 3–7 วัน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ
- ควรเลือกสถานพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่ง เลือกรพ.หรือคลินิกที่ได้มาตรฐานมี ห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ อุปกรณ์ครบ มีทีมวิสัญญี และการดูแลหลังผ่าตัด มีการติดตามผลหลังทำ พร้อมบริการให้คำแนะนำเมื่อเกิดอาการผิดปกติ

ขั้นตอนการดูดไขมัน
การดูดไขมันที่ Kanwera ไม่ได้เป็นแค่การเอาไขมันออกเท่านั้น แต่เป็นการปรับรูปร่างให้สมส่วน ผลลัพธ์ออกมาสวยตามที่คนไข้ต้องการ แน่นอนว่าเราจะดูดออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อให้คุ้มค่ากับการตั้งตารอ และไว้ใจที่เลือกเรา ด้วยการประเมินรูปร่างให้แบบเคสต่อเคส เพื่อให้ได้รูปร่างที่กระชับดูเฟิร์มตามต้องการ ดังนั้นมาดูกันว่าขั้นตอนการดูดไขมันที่ Kanwera เป็นยังไงกันบ้าง
- การปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง ก่อนจะทำการดูดไขมันทุกเคสจะได้รับการประเมินจากแพทย์ โดยจะวิเคราะห์สัดส่วนร่างกาย ปริมาณไขมันที่ต้องการดูด จุดที่ควรเน้น เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาดูดี ม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป
- การออกแบบรูปร่างเฉพาะบุคคลที่ Kanwera จะมีการวาดโครงร่างร่างกาย วางแผนจุดดูดไขมันอย่างละเอียด เหมือนการปั้นรูปปั้นชิ้นหนึ่งที่ต้องอาศัยความประณีต ความเข้าใจในสรีระอย่างล้ำลึก เพื่อให้ได้รูปทรงที่สมส่วนมากที่สุด ไม่ใช่แค่เอาไขมันออกเท่านั้น
- แพทย์จะทำการวาดรูป Mark ตำแหน่งที่ต้องการดูดไขมัน และถ่ายรูปก่อนเริ่มทำไว้ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง และจึงเริ่มทำความสะอาดบริเวณตำแหน่งที่ต้องการดูด และบริเวณโดยรอบ เพื่อฉีดยาชา เมื่อเริ่มยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะเริ่มเปิดแผลขนาดเล็กประมาณ 1-3 มิลลิเมตรสำหรับใส่อุปกรณ์ดูดไขมัน และใส่ Tumescent หรือสารน้ำที่จะช่วยให้การดูดไขมัน ที่ประกอบด้วยน้ำเกลือ เพื่อทำให้เส้นเลือดหดตัว ช่วยให้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้น และใช้เวลาน้อยลง
- การดูดไขมันด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด Kanwera ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง Vaser, BodyTite, J-Plasma หรือ MicroAire ซึ่งขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละเคส เพื่อให้สามารถแยกไขมันได้อย่างแม่นยำ เจ็บน้อย บวมช้ำน้อย และฟื้นตัวไว ลดความเสี่ยงต่อการเกิดผิวไม่เรียบหลังทำ
- การดูแลหลังจากดูดไขมันแล้ว ทางคลินิกจะมีโปรแกรมดูแลหลังทำอย่างต่อเนื่อง เช่น การนวดกระตุ้นระบบน้ำเหลือง การใส่ชุดกระชับ การติดตามผลกับแพทย์ รวมถึงคำแนะนำเรื่องอาหารและการใช้ชีวิตหลังการทำหัตถการ เพื่อให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานที่สุด
การดูแลตัวเองหลังดูดไขมันหลังคลอด
การดูแลหลังดูดไขมันถือเป็นหัวใจสำคัญที่มีผลต่อรูปร่างในระยะยาว และโดยเฉพาะในคุณแม่หลังคลอดที่ร่างกายยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนยังไม่คงที่ การดูแลตัวเองจึงต้องมีความละเอียดมากขึ้น
- ใส่ชุดกระชับสัดส่วนอย่างต่อเนื่อง หลังการดูดไขมัน แพทย์จะแนะนำให้ใส่ชุดกระชับอย่างน้อย 1–3 เดือน เพื่อช่วยให้ผิวแนบกับกล้ามเนื้อ ลดอาการบวม และป้องกันการเกิดพังผืด
- ทำแผลอย่างสม่ำเสมอ แนะนำให้ทำแผลด้วยยาฆ่าเชื้อ โดยทำความสะอาดและปิดผ้าก๊อซทุก 1-2 วันจนกว่าจะตัดไหม
- หลีกเลี่ยงการโดนน้ำ การแช่น้ำหรืออาบน้ำในอ่าง หรือสระน้ำในช่วงแรก เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
- งดยาและอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดเช่น ยาแก้ปวด ยารักษาอาการซึมเศร้า วิตามินอี น้ำมันปลา ประมาณ 2 สัปดาห์
- พักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายต้องใช้พลังงานในการฟื้นฟูบริเวณที่ทำการดูดไขมัน โดยเฉพาะในคุณแม่ที่นอนน้อยอยู่แล้ว ต้องมีการจัดสรรเวลาพักผ่อนให้เหมาะสม
- รับประทานอาหารที่เหมาะสม ควรงดอาหารที่มีโซเดียมสูง ไขมันอิ่มตัว และน้ำตาล เพราะจะทำให้ร่างกายบวมน้ำหรือกลับมาอ้วนซ้ำได้ง่าย ควรเน้นโปรตีน ไฟเบอร์ และดื่มน้ำเยอะ ๆ
- หลีกเลี่ยงการยกของหนัก คุณแม่หลังคลอดมักต้องอุ้มลูกอยู่บ่อย ๆ ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังดูดไขมัน เพื่อไม่ให้เกิดแรงดันในช่องท้องมากเกินไป
- หมั่นเคลื่อนไหวเบา ๆ การลุกเดินเบา ๆ เป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน และยังช่วยให้ระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้หายเร็วขึ้นด้วย

ทำไมต้องดูดไขมันที่ Kanwera
หลายคนอาจสงสัยว่าดูดไขมันที่ไหนก็คงจะเหมือน ๆ กันทั้งนั้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะการดูดไขมันเป็นหัตถการที่ต้องอาศัยความชำนาญสูงมาก และผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับฝีมือหมอ จะดูดไขมันทั้งที ต้องเลือกตัดสินใจให้ดี นอกจากจะคำนึงถึงประสบการณ์ของแพทย์แล้ว ยังต้องดูรีวิวผลลัพธ์จากผู้รับบริการจริง ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ เหมาะสมกับสัดส่วน ลดโอกาศการแก้ซ้ำ
“คาเวร่า – Kanwera Clinic” เรามีเคสรีวิวดูดไขมันจากคนไข้จริงให้ได้ศึกษาก่อนตัดสินใจ เพราะสิ่งสำคัญที่เป็นการตัดสินใจของคนไข้ในการเลือกคลีนิกดูดไขมันสักครั้ง คือรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ที่สามารถเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ด้านประสบการณ์ของแพทย์ ที่เป็นเครื่องรับรองให้คลีนิกได้เป็นอย่างดี เพราะเครื่องดูดไขมันมีหลายชนิดซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป และแน่นอนว่าแต่ละคนก็ไม่ได้เหมาะสมกับเครื่องดูดไขมันทุกชนิด ดังนั้นจึงควรปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง เพือให้เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการแก้ไขจะดีที่สุดค่ะ
ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 10 ปีของ “คาเวร่า – Kanwera Clinic” มั่นใจได้ว่าเราเป็นตัวจริงด้านการดูดไขมัน ด้วยประสบการณ์ดูดไขมันมากกว่า 15,000 เคส เข้าใจสัดส่วนสรีระเป็นอย่างดี ออกแบบสัดส่วนเฉพาะบุคคล ใส่ใจในทุกรายละเอียด ประเมินร่วมกับคนไข้ 1:1 ออกแบบรูปร่าง และสัดส่วนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อแนะนำแนวทางที่ดีที่สุด ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการดูดไขมัน กระชับผิว และเติมไขมัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงตามความต้องการ มีการดูแลใกล้ชิดหลังการดูดไขมัน ให้คำแนะนำหลังการดูดไขมันอย่างละเอียด
สรุปดูดไขมันช่วยแก้ปัญหาหน้าท้องหลังคลอดได้ไหม?
สรุปแล้วการดูดไขมันสามารถช่วยแก้ปัญหาหน้าท้องหลังคลอดได้จริงค่ะ แต่ต้องขอบอกก่อนว่าการดูดไขมันไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่เป็นการปรับรูปทรงของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่ไขมันสะสมเฉพาะจุด ไม่ว่าจะเป็นหน้าท้องส่วนล่าง เอว สะโพก โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องที่มักมีไขมันสะสมและผิวหย่อนคล้อย ซึ่งหลังคลอดมักมีปัญหาสะสมไขมันตรงนี้มากที่สุด การดูดไขมันจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยกำจัดไขมันแบบถาวรได้อย่างตรงจุดที่สุดนั่นเองค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือการเลือกคลินิกที่ไว้ใจได้ มีมาตรฐานสูง และเข้าใจร่างกายของคุณแม่หลังคลอดเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี และสวยที่สุดการเลือกเครื่องดูดไขมันหลังคลอด ควรพิจารณาตามปัญหาของแต่ละบุคคล เช่น ต้องการลดปริมาณไขมันเฉพาะจุด ความกระชับของผิว หรือฟื้นฟูรูปร่างโดยรวม และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่มีประสบการณ์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดในแต่ละเคส


